ผ่านร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ แจกเงินเพิ่มช่วยคนชรา-ยากจน
สนช.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ให้ดึงเงินภาษีบาปเหล้า-บุหรี่ 2% และเงินสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ หวังนำเงินไปแจกเพิ่มให้คนแก่ที่มีฐานะยากจน 3.6 ล้านคน ด้านคลังลุ้นยอดสละสิทธิรับเบี้ยทะลุ 1 ล้านคน ช่วยดันเงินกองทุนแตะปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 พ.ย.60 เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อเพิ่มเติมแหล่งที่มาของเงินเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ให้สามารถนำไปจัดสรรช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะรอประกาศพระราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที

ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนผู้สูงอายุมีเงินในกองทุน 400 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังไม่มาก ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว มีผู้สูงอายุ 14 ล้านคนในปี 64  รัฐบาลจึงต้องมีการออกกฎหมายใหม่มารองรับ และเปิดให้นำแหล่งเงินจากภาษีสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าสุราและยาสูบ  และเงินโครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุเข้ามาสมทบในกองทุนผู้สูงอายุได้ เพื่อนำไปจ่ายเพิ่มให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยจริงๆ นอกเหนือจากการได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600-1,000 บาท ซึ่งยังไม่พอต่อการดำรงชีพ

อย่างไรก็ตามยังตอบไม่ได้ว่าเงินที่จะจ่ายให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยจะให้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องรอยอดตัวเลขของผู้ที่จะสละสิทธิรับเบี้ยก่อน ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีผู้สูงอายุใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน 3.6 ล้านคน และไม่ยากจนที่สามารถสละสิทธิได้อีก 4.4 ล้านคน หากมีการสละสิทธิจำนวนมาก ก็สามารถนำเงินไปแบ่งปันช่วยเหลือผู้สูงอายุได้เยอะ

“ทุกๆ การสละสิทธิ 1 คนจะสามารถเติมเงินเข้ากองทุนผู้สูงอายุได้ปีละ 8,000 บาท ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าถ้ามียอดสละสิทธิทะลุ 1 ล้านคน กองทุนฯจะมีรายได้ปีละ 8,000 ล้านบาท  เมื่อรวมกับเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตเหล้าและบุหรี่อีก 4,000 ล้านบาท ก็จะมีเม็ดเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 12,000 ล้านบาท สามารถใช้ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยพอ อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดสรรเงินช่วยเหลือจะเป็นไปตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) กำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอ กผส. พิจารณา และกรมบัญชีกลาง

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์